มาทำความรู้จักผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ที่คนนิยมนำมารับประทาน

เชื่อว่าหลายคนคงรู้จักผลไม้ตระกูลเบอร์รี่กันบ้างแล้ว เพราะเราจะเห็นได้จากสื่อโฆษณาที่จะออกมาพร้อมกับผลิตภัณฑ์ที่ระบุเอาไว้ว่าผลไม้ตระกูลเบอร์รี่จะช่วยในเรื่องการการสร้างสารต้านอนุมูลอิสระ  ช่วยในเรื่องของการชะลอการแก่ก่อนวัย ผิวพรรณสวยงามเปล่งปลั่ง กินแล้วไม่อ้วน และยังช่วยบำรุงสายตา ทั้งนี้ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่นี้เราจะเห็นว่ามีสีสันสวยงามมีรูปร่างแตกต่างกันบางผลเป็นแบบกลมมน บางผลขรุขระ ทั้งนี้ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่จะมีรสหวานๆเปรี้ยวๆ

ซึ่งวันนี้เราจะมาแจกแจงผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ให้ฟังโดยเน้นชนิดที่ผู้คนนิยมกินกันว่ามีอะไรบ้างและมีประโยชน์ยังไง

  1. Blueberry  เป็นผลไม้ที่มีผลสีม่วง มีลักษณะเป็นลูกกลมๆเล็กๆมีรสชาติเปรี้ยวอมหวาน ประโยชน์ของบลูเบอร์รี่จะเน้นในเรื่องของช่วยในเรื่องของความจำและช่วยยับยั้งความเสื่อมโทรมของร่างกาย และยิ่งถ้าสามารถกินเป็นประจำทุกวันได้จะยิ่งดีเพราะช่วยในเรื่องของการป้องกันการเป็นโรคหัวใจ ซึ่งในบลูเบอร์รีมีวิตามินซีสูงจะช่วยเรื่องของผิวพรรณที่สวยงามด้วย
  2. Raspberry สำหรับราสเบอร์รี่จะค่อนข้างมีหลายสายพันธุ์และมีหลายสี โดยจะมีทั้งสีแดง  สีม่วง และสีม่วงเข้ม แต่ที่นิยมนำมาบริโภคกันมากที่สุดจะเป็นสายพันธุ์สีแดงอมชมพูเข้ม ซึ่งจะอุดมไปด้วยกรดเอลลาจิกที่เป็นสารช่วยต้านอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นมาเองตามธรรมชาติ สำหรับราสเบอร์รี่จะมีรสชาติออกเปรี้ยวๆ ทั้งนี้ราสเบอร์รี่จะช่วยในเรื่องการป้องกันการเกิดมะเร็งและยังช่วยลดความเสี่ยงที่จะติดเชื้อไวรัสและเชื้อแบคทีเรียได้ด้วย
  3. Blackberry   สำหรับแบล็กเบอร์รี่จะมีหลายสายพันธุ์ด้วยกันมีรสออกเปรี้ยวอมหวาน ผลจะเป็นสีดำลักษณะจะเป็นเหมือนเมล็ดอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ในผลแบล็กเบอร์รีจะมีสารอาหารมากมายหลายชนิด โดยเฉพาะวิตามินจะมีทั้งวิตามินบี  วิตามินซี และวิตามินเค และยังมีเกลือแร่อีกด้วย ซึ่งจะช่วยในเรื่องป้องกันการเกิดโรคมะเร็งในลำไส้และโรคหัวใจ ที่สำคัญยังช่วยในเรื่องของการฟื้นฟูคาลลาเจนในร่างกายให้เรามีผิวพรรณที่เปล่งปลั่งสวยงามและชะลอการแก่ก่อนวัยได้อีกด้วย
  4. Mulberry  หลายคนคงคุ้นหน้าคุ้นตากันเป็นอย่างดีเพราะกำลังเป็นที่นิยมปลูกกันมากในประเทศไทย โดยมีชื่อไทยๆว่าลูกหม่อน ลักษณะของผลจะมีผิวขรุขระเหมือนเป็นเม็ดเล็กๆรวมติดกัน มีสีแดงอมม่วงและหากสุกมากจะเป็นสีม่วงเข้ม ซึ่งจะมีรสเปรี้ยวอมหวาน สำหรับมัลเบอร์รี่จะช่วยในเรื่องของความจำให้มีความจำดีและยังในเรื่องของการต้านโรคมะเร็ง

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  relx pod น้ำยา

โรคหัวใจกับปัจจัยเสี่ยง

โรคหัวใจกับปัจจัยเสี่ยง
อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า โรคเส้นโลหิตหัวใจ คือโรคหนึ่งที่สำคัญของเมืองไทย โดยเหตุนั้นเพื่อความไม่ประมาทประชากรควรจะตระหนักถึงสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเส้นเลือดหัวใจ อาทิเช่น เบาหวาน ความดันเลือดสูง สภาวะไขมันในเลือดแตกต่างจากปกติ ดูดบุหรี่ ความตึงเครียด โรคอ้วน แล้วก็พันธุกรรม ซึ่งเป็นต้นเหตุนำไปสู่โรคเส้นเลือดหัวใจตีบหรือตันได้ โรคเส้นเลือดหัวใจตีบ แบ่งได้ตามลักษณะของการเกิดการแสดงอาการมี 2 แบบ คือ
1. แบบเรื้อรังมีสาเหตุจากการการตีบของเส้นเลือดแดงที่ไปเลี้ยงหัวใจ มีไขมันไปเกาะฝาผนังของเส้นเลือด ทำให้เส้นโลหิตแดงตีบแคบเล็กลงหรือลีบ นำมาซึ่งการทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ซึ่งคนเจ็บจะมีลักษณะอาการซึ่งรู้สึกเจ็บอกในตอนที่ออกแรง เมื่อนั่งพักแล้วจึงรู้สึกดีขึ้น
2. แบบรุนแรงซึ่งมีเหตุมาจากการปริแตกข้างในของฝาผนังเส้นเลือด ทำให้มีลิ่มเลือดมาเกาะแล้วก็มีการอุดตันที่เส้นเลือดที่ไปเลี้ยง จนถึงเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือกล้ามเนื้อหัวใจตาย อาจทำให้บางรายเสียชีวิตแบบทันควันได้

ผู้อำนวยการสถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มว่า อาการโรคเส้นโลหิตหัวใจแบ่งเป็น 2 แบบตามลักษณะของการเกิดอาการ
1.แบบเรื้อรัง อาการลักษณะอย่างนี้จะไม่เกิดขึ้นแบบกระทันหัน แม้กระนั้นจะเกิดจากการสั่งสมของคอเลสเตอรอลที่ฝาผนังเส้นเลือดทำให้มีการตีบแคบของเส้นโลหิตที่ไปเลี้ยงหัวใจ มักกำเนิดในบุคคลที่มีการเสี่ยงได้เบาหวาน โรคความดันเลือดสูง และก็คนที่มีไขมันในเลือดสูงและคนที่ดูดบุหรี่ โดยมีลักษณะอาการ คือ แน่นหน้าอกเหมือนมีบางสิ่งบางอย่างมากมายกดทับรู้สึกร้าวไปถึงฟันกรามรวมทั้งแขนซ้าย ส่วนใหญ่สัมพันธ์กับการออกแรงและอาการดีขึ้นเมื่อหยุดพักหรืออมยาใต้ลิ้น นอกจากนี้ยังรู้สึกเหนื่อยง่ายกว่าปกติ
2. ออกอาการเกิดขึ้นแบบทันควัน อาทิเช่น อาการกำเนิดได้โดยไม่เลือกเวลา อาจมีอาการได้ในขณะดำเนินงาน เล่นกีฬาหรือพัก

คนไข้โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดกระทันหัน ส่วนมากจะมาเจอหมอด้วยอาการแน่นหน้าอกที่ร้ายแรง มีเหงื่อแตก ใจสั่น และก็เจ็บปวดรวดร้าวไปถึงฟันกรามสะบักข้างหลัง แขนซ้าย จุกคอหอย บางรายมาด้วยจุกลิ้นปี่เหมือนโรคกระเพาะหรือกรดไหลย้อน ซึ่งมีสาเหตุจากการปริแตกภายในของฝาผนังเส้นโลหิต รวมทั้งมีลิ่มเลือดมาจับกุมตัวรอบๆนั้นเมื่อลิ่มเลือดมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยกระตุ้นให้เกิดการอุดตันของเส้นโลหิตแดงคราวไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ซึ่งอาจส่งผลให้กำเนิดหัวใจล้มเหลว หัวใจวาย และบางทีอาจเสียชีวิตรุนแรงในทันทีจากภาวการณ์หัวใจห้องด้านล่างซ้ายเต้นผิดจังหวะแบบรุนแรง

โดยเหตุนั้น ถ้าหากพบว่ามีลักษณะของโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดกะทันหันควรจะรีบไป เจอหมอในทันทีเพื่อนำไปสู่กระบวนการรักษาที่ถูกแนวทางและก็รักษาชีวิตได้โดยสวัสดิภาพ หากพบเจอคนป่วยสลบจากหัวใจวายการกู้ชีพพื้นฐานโดยคนที่ได้รับการฝึกอบรมและนำส่งโรงพยาบาลในทันที ซึ่งบางครั้งอาจจะช่วยคนไข้ได้ สำหรับเพื่อการรักษาโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดในตอนนี้มี 3 แนวทาง คือ การดูแลรักษาด้วยยา การขยายเส้นโลหิตแดงด้วยบอลลูนแล้วก็ใส่ขดลวดค้ำไว้ รวมทั้งการดูแลและรักษาด้วยการผ่าตัดเบี่ยงเบนเส้นเลือดหัวใจหรือกระบวนการทำบายพาส

การลดน้ำหนักโดยการกินให้น้อยลงหรืออดอาหาร ทำให้ไขมันลดลงได้เร็ว จริงหรือ?

การลดน้ำหนักโดยการกินให้น้อยลงหรืออดอาหาร ทำให้ไขมันลดลงได้เร็ว จริงหรือ?
ขณะที่เราออกกำลังกาย เพื่อเผาผลาญแคลอรี่ ร่างกายจะเลือกใช้พลังงานพร้อมใช้ หรือเรียกว่า Dietary Fuel ซึ่งพลังงานตัวนี้มาจากการที่เรารับประทานอาหารเข้าไปก่อนหน้านี้ เมื่อเผาลาญหมดลงจึงจะปรับมาใช้พลังงานที่สะสมไว้ (Body Fuel) ได้แก่ โปรตีนในกล้ามเนื้อ และไขมันสะสมเป็นลำดับถัดไป

การอดอาหารหรือ ลดอาหารอย่างไม่ถูกวิธี แล้วไปออกกำลังกายอย่างหนัก ในช่วงแรกไขมันจะลดลง แต่ร่างกายที่ไม่มีสารอาหารเพียงพอที่จะไปซ่อมแซมกล้ามเนื้อที่สลายออกไป ทำให้กล้ามเนื้อบางส่วนหายไปด้วย

วิธีที่จะช่วยให้เกิดการการเผาผลาญไขมันมากที่สุด และช่วยลดการสูญเสียกล้ามเนื้อน้อยที่สุด คือ
1. ควรมีการออกกำลังกายที่เพิ่มแรงต้านให้กล้ามเนื้อแบบ weight training (การออกกำลังกายโดยใช้แรงของกล้ามเนื้อในการยกอุปกรณ์ หรือออกแรงต้านน้ำหนักตัวเองโดยไม่มีอุปกรณ์ )

2. ออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ เช่น วิ่ง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน เพื่อช่วยสลายไขมันส่วนเกิน ทั้งนี้ให้ทำควบคู่ไปกับการออกแบบ weight training

3. ควบคุมปริมาณอาหารให้เหมาะสม ไม่ควรงดไปบางมื้อโดยเฉพาะมื้อเช้า โดยหลักการง่ายๆ ของการคุมอาหาร

อาหารที่ควรทานหรือควบคุม

• งดน้ำตาล เครื่องดื่มที่มีน้ำตาล และของหวาน

• ลดการทานแป้งขัดขาว

• ทานผักใบ 40-50% ของมื้ออาหาร

คุมปริมาณไขมันที่ทานในแต่ละวัน เน้นทานไขมันดี

• ทานโปรตีนที่ดี เช่น อกไก่ ปลา เนื้อสัตว์ไม่ติดมันอื่นๆ และลดโปรตีนแปรรูป เช่น แหนม กุนเชียง ไส้กรอก แฮม

นิ่วในไต กับอาหารเครื่องดื่มที่ควรงด

โรคนิ่วในไต หลายๆ คน คงเคยได้ยินและคุ้นชื่อโรคนี้มาพอสมควรแล้วจะมีสักกี่คนที่สนใจแล้วทำความรู้จักกับโรคนี้จริงๆ วันนี้เราจึงเอาข้อมูลที่น่าจะเป็นประโยชน์มาให้อ่านกัน สาเหตุของ “นิ่วในไต” มาจากการตกตะกอนของแคลเซียม ออกซาเลต และสารต่างๆ ที่ขับออกมาในปัสสาวะ ตกค้างอัดแน่นจนกลายเป็นก้อนนิ่ว ซึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้เราเสี่ยงเกิดการตกตะกอนของสารจนกลายเป็นนิ่วก็มาจากอาหารที่เราทานเข้าไปทุกวันนั่นเอง แต่วันนี้เราจะมาพูดถึงน้ำอัดลม เพราะเป็นสิ่งที่ตั้งแต่เด็กไปจนถึงผู้ใหญ่ นิยมที่จะดื่มกันมาก และน้ำอัดลมนี่แหละเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดนิ่วในไต

ทำไมน้ำอัดลมถึงเป็นสาเหตุของนิ่วในไต ?
อาหารการกินเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดโรคนิ่วในไตอยู่แล้ว เพราะการรับประทานอาหารเนื้อสัตว์ และอาหารที่มีปริมาณโซเดียมสูงมากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการและมากเกินการกำจัดออก ซึ่งกลายเป็นเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดโรคนิ่วในไต แต่นอกจากอาหารที่เราทานเข้าไปแล้ว พวกเครื่องดื่มก็สำคัญมากๆ เช่นกัน ปกติแล้วทุกคนต้องดื่มน้ำเปล่าหรือน้ำสะอาด ให้เพียงพอต่อร่างกาย เพื่อความสมดุลของน้ำในร่างกาย และการนำน้ำไปใช้ในกระบวนการต่างๆ ในร่างกาย แต่การที่เราหันไปดื่มเครื่องดื่มยอดนิยมอย่าง “น้ำอัดลม” เพื่อทดแทนการดื่มน้ำเปล่า ยิ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดโรคนี้ด้วย

เนื่องจากน้ำอัดลมประกอบด้วยน้ำตาล โดยเฉพาะน้ำตาลฟลุกโตสที่มีอยู่ในนั้นปริมาณมาก การที่เราดื่มน้ำอัดลมเข้าไปจะทำให้ร่างกายทำงานหนักมากขึ้นในการกำจัดออกและพยายามขับแคลเซียมในรูปแบบของปัสสาวะซึ่งเป็นการเพิ่มปริมาณแคลเซียมมากยิ่งขึ้น จึงมีความเป็นไปได้ที่จะเพิ่มความเสี่ยงของการที่แคลเซียมจะไปจับกับสารอื่นในปัสสาวะ และตกตะกอนจนกลายเป็นก้อนนิ่วได้

นอกจากน้ำอัดลมที่กล่าวมาแล้ว ยังมีเครื่องดื่มยอดนิยมอีกชนิดหนึ่ง คือ “ชาเย็น” ที่สามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคนิ่วในไต เพราะในชาเย็นมีสารออกซาเลตสูงที่เป็นสาเหตุของโรคนิ่วในไตได้เช่นกัน แต่อย่าพึ่งตกใจไป เพราะการดื่มชาเย็น 1-2 แก้วต่อวัน ไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงของโรคมากขนาดนั้น เพราะจากการศึกษาจากข้อมูลสถิติที่เก็บพบว่าการดื่มชาตั้งแต่ 16 แก้วขึ้นไป จึงจะทำให้ป่วยเป็นโรคไต โดยร่างกายได้รับสารออกซาเลตมากเกินไปนั่นเอง

รับประทานอาหารอย่างไร ช่วยลดความเสี่ยง “นิ่วในไต”
เนื่องจากปัจจัยที่ทำให้เสี่ยงเป็นโรคไต ก็คืออาหารที่เราทานเข้าไป ดังนั้น หากเราเลือกทานแต่อาหารที่ดี โดยการลดทานอาหารที่มีแคลเซียมมาก อาหารที่จะไม่ทำให้ร่างกายขับแคลเซียมออกมามากขึ้นกว่าเดิม จะเป็นวิธีที่ดีที่สุด เพราะจะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคนิ่วในไตได้ เช่น ลดการบริโภคเนื้อสัตว์ อาหารที่มีโซเดียมสูง น้ำตาลฟลุกโตสสูง ออกซาเลตสูง และดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ

บรรเทาอาการปวดหลังฉบับเฉพาะกิจ

ไม่ว่าคุณจะทำอาชีพอะไร คุณก็อาจประสบกับปัญหาอาการ “ปวดหลัง” ได้ จะปวดมาก ปวดน้อย ปวดหลังด้านบน ปวดหลังด้านล่าง หรือปวดหลังด้านข้าง ก็ให้ความทรมานกับเราได้เหมือนกัน บางคนปวดหลังจนทำงานไม่ได้ หรืออาจจะนอนไม่ได้เลยด้วยซ้ำ

 

แต่ไม่ว่าจะปวดหลังเพราะสาเหตุใด เรามีวิธีลดอาการปวดหลังอย่างเร่งด่วนมาฝากค่ะ

1. ประคบน้ำแข็ง

ค่อยๆ เลื่อนถุงน้ำแข็ง หรือ ice pack ที่เป็นเจลเย็นๆ ไปตามแนวหลังคล้ายการนวดราว 5-10 นาที อาจจะให้คนใกล้ชิดช่วยทำให้เพราะเราอาจทำเองไม่สะดวก ความเย็นจากน้ำแข็งจะช่วยลดการอักเสบของกล้ามเนื้อได้

2. นอนราบแผ่นหลังติดพื้น

หาที่นอนที่ไม่นุ่มและไม่แข็งจนเกินไป แต่มีพื้นแบนราบพอที่จะนอนลงไปได้สบายๆ ดันแผ่นหลังให้ติดพื้น เกร็งหน้าท้อง ค้างไว้ 10 วินาที แล้วพัก จากนั้นทำซ้ำราว 2-3 ครั้ง ช่วยให้แผ่นหลังที่อ่อนล้า กลับเข้ามาอยู่ในสภาพปกติ จัดเรียงกระดูกและกล้ามเนื้อให้กลับมาเข้าที่เหมือนเดิม เห็นทำง่ายๆ แค่นี้ แต่ได้ผลดีเชียวล่ะ

3. นั่งไขว้ขา บิดเอว

ท่านี้จะยิ่งได้ผลดีหากปวดหลังส่วนล่าง หรือส่วนใกล้ๆ เอว แต่ปวดหลังปกติก็สามารถทำได้ เริ่มจากนั่งขัดสมาธิบนพื้น ยกขาข้างขวาวางพาดทับขาซ้าย ให้ขาซ้ายยังงอเข่านอนลงชิดพื้นอยู่ ขาขวาตั้งเข่าขึ้น เอามือขวาแตะพื้นขวา มือซ้ายแตะท้ายทอย แล้วเอียวตัวไปทางขวาให้สุด ค้างไว้ 3-5 วินาที จากนั้นกลับมาหน้าตรง วางมือซ้ายบนพื้นข้างลำตัวด้านซ้าย มือขวาแตะท้ายทอย บิดเอวไปทางขวา ค้างไว้ 3-5 วินาที จากนั้นจึงสลับขา และสลับมือ บิดเอวทั้ง 2 ข้างเหมือนเดิม เป็นการเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับกล้ามเนื้อส่วนหลัง โลหิตไหวเวียนในบริเวณหลัง เอว ได้ดียิ่งขึ้น

4. นอนงอเข่า

นอนราบ ยกเข่าขึ้นมาทีละข้าง ไช้แขนดึงรั้งเอาไว้ ค้างไว้ 10 วินาที สลับขายกค้างไว้ 10 นาทีเท่ากัน วิธีนี้ช่วยลดอาการปวดหลังบริเวณหลังส่วนล่าง ส่วนใกล้สะโพก หรือบางคนปวดหลังแล้วร้าวลงสะโพก และขา

5. ดึงแขนข้ามไหล่

ใครที่ปวดเมื่อยหลังบริเวณหลังส่วนบนใกล้กับต้นแขน หรือไหล่ ลองยกแขนข้างขวาขึ้นตรงๆ บิดแขนซ้ายไปด้านหลัง ปลายนิ้ววางไว้กลางหลัง งอเฉพาะศอกขวาลงมา พยายามเอานิ้วมือขวาแตะนิ้วมือซ้ายที่กลางหลังให้ได้มากที่สุด (จับนิ้วกับได้ยิ่งดี) ค้างไว้ท่านั้น 10 วินาที แล้วเปลี่ยนแขนอีกข้าง ค้างไว้ 10 วินาทีเท่ากัน สามารถทำได้เรื่อยๆ จนกว่าอาการปวดจะดีขึ้น

เพียงเท่านี้อาการปวดหลังก็จะดีขึ้นในเวลาไม่กี่นาทีแล้วล่ะค่ะ แต่อันที่จริงแล้วอาการปวดหลังควรเริ่มป้องกันตั้งแต่สาเหตุมากกว่า จะได้ไม่ต้องทรมานกับอาการปวดหลังอยู่บ่อยๆ นะคะ

ความร้ายแรงของไขมันพอกตับ

สำหรับความร้ายแรงของ ไขมันพอกตับ นั้นหลายคนอาจจะมองข้ามกันไปซึ่งอาจมองว่าไม่ร้ายแรงเลย แต่ขอบอกได้เลยว่าอย่ามองข้ามเป็นอันขาด เพราะตับสำคัญมากมีอีกหลายอย่างที่ทำร้ายตับของเรา อาทิเช่น

พาราเซตามอล หากกินมากไปอาจทำลายตับ

“พาราเซตามอล” หรือที่เราเรียกติดปากกันว่า ยาพารา อีก 1 ยาสามัญประจำบ้านที่หลายๆบ้านจะมีติดไว้ใช้สำหรับลดไข้และช่วยบรรเทาอาการปวดต่างๆในชีวิตประจำวัน ถือเป็นยาสามัญที่รับประทานง่าย ให้ผลรักษาเบื้องต้น จัดเป็นยาที่ไม่อันตราย แต่ในขณะเดียวกันหากใช้ยาไม่ถูกคุณลักษณะ ก็อาจทำให้เกิดอันตรายได้ จึงมีการจัดทำข้อมูลเกี่ยวกับการใช้ยาพาราเซตามอลให้เหมาะสม

ยาพาราเซตามอล เป็นยาบรรเทาอาการปวดเล็กน้อยถึงปานกลางมักนิยมใช้ลดไข่ในเด็กและผู้ใหญ่ จัดเป็นยาสามัญประจำบ้าน และเป็นยาที่ไม่อันตราย ออกฤทธิ์โดยการยับยังสารเคมีบางชนิดในสมองของมนุษย์ ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับอาการปวดเช่น สารโพรสตาแกลนดิน ช่วยให้ร่างกายกลับมาในอุณหภูมิปกติ ลดไข้ของร่างกายให้ลดลง

การใช้ยาราเซตามอล

ในการกินยา 1 ครั้งใช้ยาขนาด 10-15 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว

กินครั้งละ 1-2 เม็ดทุกๆ 6 ชั่วโม

ไม่ควรกินเกิน 8 เม็ดต่อวัน

สามารถกินก่อนหรือหลังอาหารก็ได้

ระวังผู้ป่วยที่มีอาการตับ หรือน้ำหนักตัวน้อย

เป็นยารักษาตามอาการ หากไม่มีอาการปวดหรือเป็นไข้ ไม่ควรกินยา

กรณีลืมกินยา สามารถกินได้ทันที ไม่ต้องเพิ่มปริมาณยา

อาการของการใช้พาราเซตามอลเกินขนาด หากกินพาราเซตามอลติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจส่งผลให้ตับบกพร่อง โดยเฉพาะกินยาร่วมกับแอลกอฮอล์ จะทำให้มีความเสี่ยงถึงตับอักเสบมากยิ่งขึ้น โดยหากรับประทานเกินขนาดจะแสดงอาการภายใน 1-3 วัน โดยมี 3 ระยะได้แก่

  1. คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร และเหงื่อออกเป็น ระยะๆ โดยเกิดภายใน 24 ชั่วโมง
  2. หลังกินยาระหว่าง 24-48 ชั่วโมง ไม่มีอาการแสดง แต่เมื่อเจาะเลือดจะพบอาการว่าเอนไซม์ทรานซามิเนสเริ่มสูงขึ้น นั่นแสดงให้เห็นถึงความบาดเจ็บของตับ
  3. หลังกินยาวแล้ว 48 ชั่วโมง มีอาการตับอักเสบ คลื่นไส้ อ้วก อาเจียน เบื่ออาหาร มีภาวะแทรกซ้อนเหมือนตับอักเสบทั่วไป หากรุนแรงอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้