นิ่วในไต กับอาหารเครื่องดื่มที่ควรงด

โรคนิ่วในไต หลายๆ คน คงเคยได้ยินและคุ้นชื่อโรคนี้มาพอสมควรแล้วจะมีสักกี่คนที่สนใจแล้วทำความรู้จักกับโรคนี้จริงๆ วันนี้เราจึงเอาข้อมูลที่น่าจะเป็นประโยชน์มาให้อ่านกัน สาเหตุของ “นิ่วในไต” มาจากการตกตะกอนของแคลเซียม ออกซาเลต และสารต่างๆ ที่ขับออกมาในปัสสาวะ ตกค้างอัดแน่นจนกลายเป็นก้อนนิ่ว ซึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้เราเสี่ยงเกิดการตกตะกอนของสารจนกลายเป็นนิ่วก็มาจากอาหารที่เราทานเข้าไปทุกวันนั่นเอง แต่วันนี้เราจะมาพูดถึงน้ำอัดลม เพราะเป็นสิ่งที่ตั้งแต่เด็กไปจนถึงผู้ใหญ่ นิยมที่จะดื่มกันมาก และน้ำอัดลมนี่แหละเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดนิ่วในไต

ทำไมน้ำอัดลมถึงเป็นสาเหตุของนิ่วในไต ?
อาหารการกินเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดโรคนิ่วในไตอยู่แล้ว เพราะการรับประทานอาหารเนื้อสัตว์ และอาหารที่มีปริมาณโซเดียมสูงมากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการและมากเกินการกำจัดออก ซึ่งกลายเป็นเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดโรคนิ่วในไต แต่นอกจากอาหารที่เราทานเข้าไปแล้ว พวกเครื่องดื่มก็สำคัญมากๆ เช่นกัน ปกติแล้วทุกคนต้องดื่มน้ำเปล่าหรือน้ำสะอาด ให้เพียงพอต่อร่างกาย เพื่อความสมดุลของน้ำในร่างกาย และการนำน้ำไปใช้ในกระบวนการต่างๆ ในร่างกาย แต่การที่เราหันไปดื่มเครื่องดื่มยอดนิยมอย่าง “น้ำอัดลม” เพื่อทดแทนการดื่มน้ำเปล่า ยิ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดโรคนี้ด้วย

เนื่องจากน้ำอัดลมประกอบด้วยน้ำตาล โดยเฉพาะน้ำตาลฟลุกโตสที่มีอยู่ในนั้นปริมาณมาก การที่เราดื่มน้ำอัดลมเข้าไปจะทำให้ร่างกายทำงานหนักมากขึ้นในการกำจัดออกและพยายามขับแคลเซียมในรูปแบบของปัสสาวะซึ่งเป็นการเพิ่มปริมาณแคลเซียมมากยิ่งขึ้น จึงมีความเป็นไปได้ที่จะเพิ่มความเสี่ยงของการที่แคลเซียมจะไปจับกับสารอื่นในปัสสาวะ และตกตะกอนจนกลายเป็นก้อนนิ่วได้

นอกจากน้ำอัดลมที่กล่าวมาแล้ว ยังมีเครื่องดื่มยอดนิยมอีกชนิดหนึ่ง คือ “ชาเย็น” ที่สามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคนิ่วในไต เพราะในชาเย็นมีสารออกซาเลตสูงที่เป็นสาเหตุของโรคนิ่วในไตได้เช่นกัน แต่อย่าพึ่งตกใจไป เพราะการดื่มชาเย็น 1-2 แก้วต่อวัน ไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงของโรคมากขนาดนั้น เพราะจากการศึกษาจากข้อมูลสถิติที่เก็บพบว่าการดื่มชาตั้งแต่ 16 แก้วขึ้นไป จึงจะทำให้ป่วยเป็นโรคไต โดยร่างกายได้รับสารออกซาเลตมากเกินไปนั่นเอง

รับประทานอาหารอย่างไร ช่วยลดความเสี่ยง “นิ่วในไต”
เนื่องจากปัจจัยที่ทำให้เสี่ยงเป็นโรคไต ก็คืออาหารที่เราทานเข้าไป ดังนั้น หากเราเลือกทานแต่อาหารที่ดี โดยการลดทานอาหารที่มีแคลเซียมมาก อาหารที่จะไม่ทำให้ร่างกายขับแคลเซียมออกมามากขึ้นกว่าเดิม จะเป็นวิธีที่ดีที่สุด เพราะจะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคนิ่วในไตได้ เช่น ลดการบริโภคเนื้อสัตว์ อาหารที่มีโซเดียมสูง น้ำตาลฟลุกโตสสูง ออกซาเลตสูง และดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ

บรรเทาอาการปวดหลังฉบับเฉพาะกิจ

ไม่ว่าคุณจะทำอาชีพอะไร คุณก็อาจประสบกับปัญหาอาการ “ปวดหลัง” ได้ จะปวดมาก ปวดน้อย ปวดหลังด้านบน ปวดหลังด้านล่าง หรือปวดหลังด้านข้าง ก็ให้ความทรมานกับเราได้เหมือนกัน บางคนปวดหลังจนทำงานไม่ได้ หรืออาจจะนอนไม่ได้เลยด้วยซ้ำ

 

แต่ไม่ว่าจะปวดหลังเพราะสาเหตุใด เรามีวิธีลดอาการปวดหลังอย่างเร่งด่วนมาฝากค่ะ

1. ประคบน้ำแข็ง

ค่อยๆ เลื่อนถุงน้ำแข็ง หรือ ice pack ที่เป็นเจลเย็นๆ ไปตามแนวหลังคล้ายการนวดราว 5-10 นาที อาจจะให้คนใกล้ชิดช่วยทำให้เพราะเราอาจทำเองไม่สะดวก ความเย็นจากน้ำแข็งจะช่วยลดการอักเสบของกล้ามเนื้อได้

2. นอนราบแผ่นหลังติดพื้น

หาที่นอนที่ไม่นุ่มและไม่แข็งจนเกินไป แต่มีพื้นแบนราบพอที่จะนอนลงไปได้สบายๆ ดันแผ่นหลังให้ติดพื้น เกร็งหน้าท้อง ค้างไว้ 10 วินาที แล้วพัก จากนั้นทำซ้ำราว 2-3 ครั้ง ช่วยให้แผ่นหลังที่อ่อนล้า กลับเข้ามาอยู่ในสภาพปกติ จัดเรียงกระดูกและกล้ามเนื้อให้กลับมาเข้าที่เหมือนเดิม เห็นทำง่ายๆ แค่นี้ แต่ได้ผลดีเชียวล่ะ

3. นั่งไขว้ขา บิดเอว

ท่านี้จะยิ่งได้ผลดีหากปวดหลังส่วนล่าง หรือส่วนใกล้ๆ เอว แต่ปวดหลังปกติก็สามารถทำได้ เริ่มจากนั่งขัดสมาธิบนพื้น ยกขาข้างขวาวางพาดทับขาซ้าย ให้ขาซ้ายยังงอเข่านอนลงชิดพื้นอยู่ ขาขวาตั้งเข่าขึ้น เอามือขวาแตะพื้นขวา มือซ้ายแตะท้ายทอย แล้วเอียวตัวไปทางขวาให้สุด ค้างไว้ 3-5 วินาที จากนั้นกลับมาหน้าตรง วางมือซ้ายบนพื้นข้างลำตัวด้านซ้าย มือขวาแตะท้ายทอย บิดเอวไปทางขวา ค้างไว้ 3-5 วินาที จากนั้นจึงสลับขา และสลับมือ บิดเอวทั้ง 2 ข้างเหมือนเดิม เป็นการเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับกล้ามเนื้อส่วนหลัง โลหิตไหวเวียนในบริเวณหลัง เอว ได้ดียิ่งขึ้น

4. นอนงอเข่า

นอนราบ ยกเข่าขึ้นมาทีละข้าง ไช้แขนดึงรั้งเอาไว้ ค้างไว้ 10 วินาที สลับขายกค้างไว้ 10 นาทีเท่ากัน วิธีนี้ช่วยลดอาการปวดหลังบริเวณหลังส่วนล่าง ส่วนใกล้สะโพก หรือบางคนปวดหลังแล้วร้าวลงสะโพก และขา

5. ดึงแขนข้ามไหล่

ใครที่ปวดเมื่อยหลังบริเวณหลังส่วนบนใกล้กับต้นแขน หรือไหล่ ลองยกแขนข้างขวาขึ้นตรงๆ บิดแขนซ้ายไปด้านหลัง ปลายนิ้ววางไว้กลางหลัง งอเฉพาะศอกขวาลงมา พยายามเอานิ้วมือขวาแตะนิ้วมือซ้ายที่กลางหลังให้ได้มากที่สุด (จับนิ้วกับได้ยิ่งดี) ค้างไว้ท่านั้น 10 วินาที แล้วเปลี่ยนแขนอีกข้าง ค้างไว้ 10 วินาทีเท่ากัน สามารถทำได้เรื่อยๆ จนกว่าอาการปวดจะดีขึ้น

เพียงเท่านี้อาการปวดหลังก็จะดีขึ้นในเวลาไม่กี่นาทีแล้วล่ะค่ะ แต่อันที่จริงแล้วอาการปวดหลังควรเริ่มป้องกันตั้งแต่สาเหตุมากกว่า จะได้ไม่ต้องทรมานกับอาการปวดหลังอยู่บ่อยๆ นะคะ

ความร้ายแรงของไขมันพอกตับ

สำหรับความร้ายแรงของ ไขมันพอกตับ นั้นหลายคนอาจจะมองข้ามกันไปซึ่งอาจมองว่าไม่ร้ายแรงเลย แต่ขอบอกได้เลยว่าอย่ามองข้ามเป็นอันขาด เพราะตับสำคัญมากมีอีกหลายอย่างที่ทำร้ายตับของเรา อาทิเช่น

พาราเซตามอล หากกินมากไปอาจทำลายตับ

“พาราเซตามอล” หรือที่เราเรียกติดปากกันว่า ยาพารา อีก 1 ยาสามัญประจำบ้านที่หลายๆบ้านจะมีติดไว้ใช้สำหรับลดไข้และช่วยบรรเทาอาการปวดต่างๆในชีวิตประจำวัน ถือเป็นยาสามัญที่รับประทานง่าย ให้ผลรักษาเบื้องต้น จัดเป็นยาที่ไม่อันตราย แต่ในขณะเดียวกันหากใช้ยาไม่ถูกคุณลักษณะ ก็อาจทำให้เกิดอันตรายได้ จึงมีการจัดทำข้อมูลเกี่ยวกับการใช้ยาพาราเซตามอลให้เหมาะสม

ยาพาราเซตามอล เป็นยาบรรเทาอาการปวดเล็กน้อยถึงปานกลางมักนิยมใช้ลดไข่ในเด็กและผู้ใหญ่ จัดเป็นยาสามัญประจำบ้าน และเป็นยาที่ไม่อันตราย ออกฤทธิ์โดยการยับยังสารเคมีบางชนิดในสมองของมนุษย์ ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับอาการปวดเช่น สารโพรสตาแกลนดิน ช่วยให้ร่างกายกลับมาในอุณหภูมิปกติ ลดไข้ของร่างกายให้ลดลง

การใช้ยาราเซตามอล

ในการกินยา 1 ครั้งใช้ยาขนาด 10-15 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว

กินครั้งละ 1-2 เม็ดทุกๆ 6 ชั่วโม

ไม่ควรกินเกิน 8 เม็ดต่อวัน

สามารถกินก่อนหรือหลังอาหารก็ได้

ระวังผู้ป่วยที่มีอาการตับ หรือน้ำหนักตัวน้อย

เป็นยารักษาตามอาการ หากไม่มีอาการปวดหรือเป็นไข้ ไม่ควรกินยา

กรณีลืมกินยา สามารถกินได้ทันที ไม่ต้องเพิ่มปริมาณยา

อาการของการใช้พาราเซตามอลเกินขนาด หากกินพาราเซตามอลติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจส่งผลให้ตับบกพร่อง โดยเฉพาะกินยาร่วมกับแอลกอฮอล์ จะทำให้มีความเสี่ยงถึงตับอักเสบมากยิ่งขึ้น โดยหากรับประทานเกินขนาดจะแสดงอาการภายใน 1-3 วัน โดยมี 3 ระยะได้แก่

  1. คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร และเหงื่อออกเป็น ระยะๆ โดยเกิดภายใน 24 ชั่วโมง
  2. หลังกินยาระหว่าง 24-48 ชั่วโมง ไม่มีอาการแสดง แต่เมื่อเจาะเลือดจะพบอาการว่าเอนไซม์ทรานซามิเนสเริ่มสูงขึ้น นั่นแสดงให้เห็นถึงความบาดเจ็บของตับ
  3. หลังกินยาวแล้ว 48 ชั่วโมง มีอาการตับอักเสบ คลื่นไส้ อ้วก อาเจียน เบื่ออาหาร มีภาวะแทรกซ้อนเหมือนตับอักเสบทั่วไป หากรุนแรงอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้

รับมืออย่างไรกับอาการบาดเจ็บจากการเล่นฟิตเนส

แม้ว่าการเล่นฟิตเนสจะทำให้คุณมีกล้ามเนื้อ และรูปร่างที่สมส่วนก็ตามทว่าในทางกลับกันหากคุณหักโหมเกินไป หรือเล่นฟิตเนสแบบไม่ระมัดระวังตัวจะส่งผลให้กล้ามของคุณได้รับบาดเจ็บได้เช่นกันอาการบาดเจ็บจากการเล่นฟิตเนสมาจากหลายสาเหตุด้วยกัน อาทิการเล่นฟิตเนสที่ไม่ถูกต้อง หรือเล่นขณะที่ร่างกายคุณ ยังไม่มีความพร้อมมีคนเล่นฟิตเนสจำนวนมากที่เกิดความเข้าใจผิดว่าหากเรายิ่งโหมเล่นให้หนักหน่วงมากเท่าไหร่ กล้ามเราก็จะขึ้นเร็วและแข็งแรงมากขึ้นเท่านั้นซึ่งในความเป็นจริงแล้วถือเป็นเรื่องเข้าใจผิด

หลักการเล่นฟิตเนสที่ถูกต้องเพื่อหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บ นั่นคือ คุณต้องมีเวลาพักบ้าง เพื่อให้กล้ามเนื้อเกิดการฟื้นฟูตัวเองอย่างวันแรกถ้าเล่นหนัก วันที่ต่อมาอาจจะต้องเล่นเพลาๆลงบ้างยกตัวอย่างเช่น วันที่ 1 คุณเล่นเวท วันที่ 2 คุณอาจจะเน้นคาร์ดิโอให้มากขึ้น เรียกได้ว่ามีเวลาผ่อนหนักผ่อนเบาปล่อยให้ร่างกายมีการฟื้นตัว เพราะมิเช่นนั้นแล้วเมื่อออกกำลังกายหนักมากไปกล้ามเนื้อจะบาดเจ็บ พอกล้ามเนื้อบาดเจ็บการฝึกของคุณก็จะไม่มีความก้าวหน้า ทุกอย่างที่ตั้งใจฝึกมาก่อนหน้านี้ก็จะถอยหลังกลับไปสู่จุดที่เป็นศูนย์

สำหรับบางคนที่ออกกำลังกายธรรมดา ไม่ถึงกับหนักมากแต่หากในขณะนั้นคุณภาพของกล้ามเนื้อคุณไม่มีความพร้อมอย่างเต็มที่อาการบาดเจ็บก็จะมาเยือนทันทีหลักการออกกำลังกายที่ดีนั้นก็คือคุณภาพของกล้ามเนื้อต้องมีคุณภาพดีนั่นหมายความว่ากล้ามเนื้อมีความยืดหยุ่น แข็งแรง และมีความทนทานเมื่อคุณออกกำลังกายตามปกติด้วยท่าที่ถูกต้อง และไม่หักโหมเกินไปคุณจะหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บได้

ในส่วนของอาการบาดเจ็บโดยทั่วๆ ไปนั้น มักพบว่าเป็นอาการบาดเจ็บที่บริเวณเข่าครับ อย่างคนทำงานบางคนที่ไม่เคยออกกำลังกายเลย วันแรกพอไปเข้ายิมอาจจะบาดเจ็บที่เข่าได้ เช่น วันแรกของการออกกำลังกายแต่ไปเลือกเล่นอุปกรณ์ที่เรียกว่า Leg Extension ก็อาจเป็นสาเหตุของการปวดเข่า ปวดบริเวณลูกสะบ้าได้หรือแม้แต่การวิ่งบนเทรดมิลล์ก็อาจจะส่งผลให้บาดเจ็บได้เช่นกันอยากแนะให้วิ่งทางลาดๆ จะดีกว่าการวิ่งแบบชันๆ เพราะการวิ่งแบบชันๆจะส่งผลทำให้คุณปวดบริเวณกระดูกอ่อนและลูกสะบ้าได้ง่ายมากหรือแม้แต่บริเวณหัวไหล่ของเราก็ตามที่จะมีเอ็นตัวหนึ่งซึ่งมักจะโดนฉีกขาดอยู่เป็นประจำ หากออกกำลังกายผิดวิธีเช่นเดียวกับการวิดพื้นที่ไม่ถูกวิธี ก็จะส่งผลให้เกิดการบาดเจ็บได้เช่นกัน

การป้องกันอาการบาดเจ็บ
สามารถทำได้ครับอันดับแรกเลยก็คือ กล้ามเนื้อของคุณต้องมีความยืดหยุ่นก่อนไปออกกำลังกายอย่างเช่น การเริ่มต้นสเตรทช์ (stretch) ส่วนต่างๆ ของร่างกายใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที ด้วยการฝึกกับอุปกรณ์ต่างๆพอรู้สึกว่าร่างกายยึดหยุ่นได้ดีแล้วค่อยไปเล่นเวทเทรนนิ่งถ้าไม่มีการสเตรทก่อน อยู่ดีๆ ไปเล่นเวทเลยกล้ามเนื้อจะเกิดการฉีกขาดอย่างง่ายดายอยากฝากไว้ว่าการเล่นฟิตเนสที่ดีและมีประสิทธิภาพนั้นจะต้องมีการกำหนดโปรแกรม มีตารางการฝึกที่เหมาะสม พร้อมกับกำหนดวันพักขณะที่ต้องกินอาหารเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อโดยต้องยึดหลักการกินที่เรียกว่า “บาลานซ์ไดเอต” ควบคู่กันไป

ถังเช่า สมุนไพรเพื่อสุขภาพ

แพทย์จีนโบราณค้นพบและใช้สมุนไพรในการรักษาและบำรุงร่างกายมาเป็นเวลายาวนาน ทั้งยังจัดเป็นเครื่องเสวยขององค์จักรพรรดิ์และราชวงศ์มานับศตวรรษ ‘ถั่งเช่า’ (Cordyceps) หรือมีอีกชื่อหนึ่งว่า ‘หญ้าหนอน’ เป็นยาแผนโบราณที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในตำราแพทย์ของจีนมาช้านาน

ถั่งเช่าคืออะไร
‘ถั่งเช่า’ นั้นพบได้บริเวณแถบทุ่งหญ้าบนภูเขาสูงของประเทศจีน (ธิเบต) เนปาล และภูฏาน ซึ่ง ‘ถั่งเช่า’ ที่มาจากเทือกเขาหิมาลัยมีความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ได้มีคำอธิบายสมุนไพรชนิดนี้ว่า

“ฤดูหนาวเป็นหนอน ฤดูร้อนเป็นหญ้า” มีความหมายบ่งบอกวิวัฒนาการของมันว่า ตลอดฤดูหนาวจะมีหนอนชนิดหนึ่งฝังตัวอยู่ในหิมะ เมื่ออากาศเปลี่ยนน้ำแข็งเริ่มละลาย ก็จะมีเห็ดอีกชนิดหนึ่งปล่อยสปอร์ออกมาเพื่อการขยายพันธุ์ โดยจะถูกพัดพาไปตกอยู่ตามพื้นดิน แล้วตัวหนอนที่เคยฝังตัวในหิมะเหล่านี้หลุดออกจากจำศีลขึ้นมาหาอาหารก็จะกินสปอร์เข้าไป เมื่อเวลาผ่านไปถึงฤดูร้อนสปอร์ก็จะเริ่มเจริญเติบโตโดยอาศัยการดูดสารอาหารและแร่ธาตุจากตัวหนอน จากนั้นเห็ดก็จะเริ่มงอกออกจากตัวหนอน เนื่องจากเห็ดเหล่านี้ต้องการแสงอาทิตย์มันจึงงอกพุ่งขึ้นสู่พื้นดินโดยงอกออกจากปากของตัวหนอน ส่วนตัวหนอนเองก็จะค่อย ๆ อ่อนแรงลง ดังนั้นถั่งเช่าที่นำมาใช้ทำเป็นยาก็คือ ส่วนผสมของตัวหนอนและเห็ดที่แห้งแล้วนั่นเอง

นับเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ที่วงจรของหนอนชนิดนี้ได้กลายมาเป็นต้นกำเนิดของสมุนไพรที่มีคุณประโยชน์หลายประการ สำหรับการนำมารับประทานนั้น มีทั้งรับประทานสด ๆ นำมาต้ม ตุ๋น หรือบดเป็นผงแล้วบรรจุในแคปซูลเพื่อความสะดวกยิ่งขึ้น

จากการศึกษางานวิจัยหลายชิ้นเกี่ยวกับผลทางชีวภาพและฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของถั่งเช่ามีมากมาย จึงทำให้ ‘ถั่งเช่า’ เป็นสมุนไพรที่ให้ประโยชน์ในการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันต่าง ๆ ของร่างกายให้ทำงานดีขึ้น กว่า 20 ปีที่ผ่านมายังไม่เคยมีใครค้นพบด้านลบหรือผลข้างเคียงใด ๆ ที่เป็นอันตรายของ ‘ถั่งเช่า’ เลย เว้นเสียจะเกิดขึ้นในบางกรณีของคนที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องของตัวเองอยู่แล้วเท่านั้น

สรรพคุณของถั่งเช่า
ลดระดับน้ำตาลในเลือด สำหรับผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานและลดคอเลสเตอรอล
ช่วยการทำงานของตับในเรื่องของดีท็อกซ์ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของไตให้ดีขึ้น
สร้างโปรตีนชนิดสำคัญ ที่ช่วยกระตุ้นสมรรถภาพทางเพศทั้งหญิงและชาย ซึ่งได้รับสมญานามอีกอย่างหนึ่งว่า “ไวอากร้าแห่งเทือกเขาหิมาลัย”
ต้านอาการอ่อนเพลียและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของร่างกาย
กระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาว ลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็ง

กระแสความนิยมบำรุงสุขภาพด้วยการรับประทานสมุนไพรจีนเพื่อบำรุงร่างกายมีมากขึ้น ซึ่ง ‘ถั่งเช่า’ เองนั้นเป็นอีกหนึ่งชนิดของอาหารเสริมสำหรับผู้ที่ต้องการบำรุงร่างกายให้แข็งแรง เหมาะสำหรับคนทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่คนหนุ่มสาวจนกระทั่งผู้สูงอายุหรือผู้ที่ต้องการปรับสมดุลในช่วงวัยทอง

หิวหรืออยากกิน ต้องแยกให้ออก

3 วิธี แยกระหว่างหิวมากหรือแค่อยากกิน!!

บ่อยครั้งที่ร่างกายของเราเริ่มส่งสัญญาณว่าอยากกินอาหาร แต่เรากลับสับสนว่าความรู้สึกที่ว่านั้นเป็นแค่ความอยากกินอาหารเฉยๆ หรือร่างกายหิวแล้วกันแน่ ยิ่งในช่วง ลดน้ำหนัก ด้วยแล้ว ยิ่งต้องระวังในเรื่องของการกินอาหารเป็นพิเศษ

1. เสียงท้องร้องไม่ได้แปลว่าหิว
หลายคนมักคิดว่าเมื่อท้องส่งเสียงร้องโครกครากนั้นหมายถึงร่างกายส่งสัญญาณว่าหิวแล้ว แต่ในบางทีนั้นอาจไม่ใช่ก็ได้ค่ะ หากคุณยังไม่ได้กินข้าวตั้งแต่เช้าเรือยจนถึงตอนบ่ายแล้วก็ยังไม่ได้กิน อาการท้องร้องที่คุณได้ยินนั้นแน่นอนว่ามาจากความหิว แต่หากคุณเพิ่งจะกินข้าวกลางวันไปเสร็จ พอเข้าช่วงบ่ายๆ แล้วมีอาการท้องร้อง นั่นอาจเป็นไปได้ว่าร่างกายของคุณมีการหลั่งฮอร์โมนโมติลิน (Motilin) ซึ่งเป็นเรื่องของร่างกายที่จะกระตุ้นให้กระเพาะอาหารบีบตัวเพื่อส่งอาหารจากกระเพาะลงมาที่ลำไส้เล็ก ถือเป็นกลไกอย่างหนึ่งของร่างกายเฉยๆ ไม่ได้ถือว่าเป็นความหิวค่ะ

2. สนใจแต่รูปอาหารหรือคลิปทำอาหาร
ในบางรายที่ชอบดูคลิปหรือรูปสวยๆ ต่างๆ ก่อนนอน บ่อยครั้งที่เรามักเผลอโฟกัสที่รูปอาหารต่างๆ ที่เราเห็นผ่านตา เพราะด้วยสีสันและหน้าตาของอาหารที่ดูน่ากิน จึงทำให้บางครั้งเราเข้าใจไปว่าร่างกายเกิดความหิว แท้จริงแล้วอาจจะเป็นความอยากกินอาหารเหล่านั้นเฉยๆ ก็ได้ค่ะ การที่ร่างกายมองหาแต่รูปหรือคลิปเกี่ยวกับอาหารนั้นไม่ได้หมายความว่าเราหิวจริงเสมอไป อาจเป็นไปได้ว่ามื้อก่อนหน้าเรากินไม่พอกับที่ร่างกายต้องการหรือไม่ได้กินในสิ่งที่อยากกิน ทำให้สมองของเรายังคงโฟกัสอยู่แต่ในเรื่องของอาหารค่ะ

3. ฝันถึงอาหาร

เมื่อใดก็ตามที่เราฝันถึงอาหารหรือการกินอาหาร อาจเป็นไปได้ว่าเรากำลังหิวค่ะ เพราะโดยหลักการแล้ว ความฝันมักเกิดขึ้นจากความปราถนาหรือความต้องการภายในจิตใจ หากเรารู้สึกหิวในขณะที่หลับอยู่ก็มีความเป็นไปได้ว่าร่างกายแสดงความหิวออกมาจนเราเก็บไปฝันนั่นเองค่ะ แต่ก็ต้องระวังไว้หน่อยเพราะบางครั้งคุณอาจจะดูรูปอาหารหรือคลิปอาหารมากเกินไปจนเก็บไปฝันก็มี หากลองเป็นแบบนี้ให้เราพิจารณาถึงมื้ออาหารก่อนหน้าว่ากินจนเพียงพอหรือยัง หากมั่นใจว่าพอแล้วก็เป็นไปได้ว่าการที่ร่างกายฝันถึงอาหารนั้นเพราะแค่อยากกินค่ะ

อยากมีหน้าท้องที่แบนราบ?เคล็ดลับฟิชิตหน้าท้องแบนราบ

การอดอาหาร ไม่ใช่ทางออกสําหรับสาวที่ต้องการหุ่นเพรียว เพราะผ่านไปไม่ทันพ้นวัน คุณจะตบะแตกแอบย่องไปเปิดตู้เย็นเงียบๆตอนกลางคืน โดยมีพิซซ่าคาอยู่ที่ปาก วิธีที่ได้ผลมากที่สุดคือการเลือกกิน ที่เรานํามาฝากกันในวันนี้ค่ะ

วันอาทิตย์: กำจัดอาหารสำเร็จรูป
อาหารสําเร็จรูปเหมือนยาเสพติด ยิ่งกินยิ่งไม่รู้จักพอ อาหารพวกนี้ทําให้คุณกินมากกว่าที่ร่างกายต้องการ แม้ว่ามันจะใช้เวลาทำแป็บเดียว รวดเร็ว ทันสมัย ถูกใจสาวยุคใหม่ แต่ข้อเสียคือทําให้ร่างกายขาดวิตามิน มีสิ่งปนเปื้อน ผงชูรสและโซเดียมเยอะม้าก กินแล้วตัวบวมสุดๆ

วันจันทร์: กินผักเยอะๆ
ช่วงนี้ต้องเริ่มงดคาร์โบไฮเดรตแล้วหันมากินผักทดแทน นอกจากจะอิ่มท้องแล้ว หน้าท้องยังแบนราบอีกต่างหาก แนะนําให้เป็นผักสดจะเริ่ดที่สุด เพราะผัดผักมีน้ำมันเยอะมาก ถ้าอดใจไม่ไหวจริงๆ ลองใส่อัลมอนด์ผ่านลงชามสลัดเพื่อลดความอยากคาร์โบไฮเดรต ส่วนน้ำสลัดอย่าลืมเลือกแบบน้ำใส แบบน้ำข้นคลักน่ะทิ้งไป

วันอังคาร: ไม่ดื่มแอลกฮอลล์

มารร้ายของบิกินี่คงหนีไม่พ้นเครื่องดื่มแอลกฮอลล์ นอกจากอุดมด้วยแคลอรี่และทําให้หิวกระหายน้ำแล้ว พวกมันยังทําให้ตัวบวมอีกต่างหาก แถมบางครั้งกินแก้วเดียวไม่เคยพอ ต้องเบิ้ลจนทําเสียสุขภาพ โดยเฉพาะเบียร์ที่ทําให้พุงของคุณล้นหลามออกมา ถ้าเลือกได้ให้กินเตกีล่าบีบมะนาวใส่จะดีกว่า

วันพุธ: กินให้เผาผลาญ
อย่างที่บอกว่าไม่ควรอดอาหาร เพราะการกินอาหารทุกมื้อ ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะกินมื้อใหญ่ๆทีเดียวหรือแบ่งเป็นมื้อเล็กๆระหว่างวัน (3 มื้อแบบพอดีๆ มื้อละ 300-350 แคลอรี กับอาหารว่างสัก 100-500 แคลอรี่) ในขณะที่บางคนแบ่งอาหารออกเป็น 5 มื้อย่อยๆต่อวัน

วันพฤหัสฯ: ผักบางอย่างก็ต้องระวัง
เรื่องน่ารู้ของคนที่อยากมีหน้าท้องแบนๆคือ ผักอย่างบร็อคโคลี่ พริกไทย เป็นตัวต้นเหตุของตัวบวมและเกิดแก๊สในท้อง ลองมองหาของกินที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบหลัก เช่น แตงกวา ผักขม หรือหน่อไม้ฝรั่ง รวมถึงผลไม้ที่มีโพแทสเซียมสูง อย่างกล้วย ส้ม

วันศุกร์: ดื่มน้ำบ่อยๆ
เนื่องจากเซลล์ในร่างกายจะกักเก็บน้ำในกรณีที่มันรู้สึกว่ากําลังขาดแคลน ตัวคุณเลยบวม ถ้าไม่อยากบวมน้ำควรจิบน้ำบ่อยๆ ระหว่างวัน 2-3 ลิตร หรือ 4-6 ขวดให้เป็นปกติ น้ำจะได้เข้าสู่กระแสเลือด แทนที่มันจะเดินทางไปยังตับ คุณจะได้ไม่ต้องเข้าห้องน้ำบ่อยไง

วันเสาร์: เป็นมิตรกับโปรตีน
เอาละ! ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง แต่อย่าได้ชะล่าใจกินตามใจปาก ตราบใดที่ยังไม่หมดวัน วันนี้คุณควรกินโปรตีนเยอะๆ เริ่มตั้งแต่มื้อเช้าเลย จัดไป ไข่กวนคัดเฉพาะไข่ขาวกินคู่กับผักสด ไม่ก็โยเกิร์ตไร้ไขมันกับผลไม้ อาหารว่างไม่จําเป็นก็ไม่ต้องกิน ไม่งั้น พุงมาแน่

อยากมีหน้าท้องแบนราบ พุงยุบ พุงแบน ก็ลองนำเคล็ดลับง่ายๆจากเราไปทำตามกันดูนะคะ รับรองว่าได้ผลแน่นอน!